งานวิจัยเรื่องพัฒนาการด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญา

ได้รับการสนับสนุนจาก

 

 

 

อาจารย์ ปรางค์สุวรรณ  ศักดิ์โสภณกุล

 

จัดทำโดย

 

 นางสาว  ณัฏฐ์กาญจน์       ยอดหาญ       เลขที่ 8

นางสาว  ณัฐชยา             พารุ่ง                      เลขที่   9 

นางสาว ธัญรดา              พัววิมล                   เลขที่  16

นางสาว  นวรัตน์            สุธรรมชัย               เลขที่  20

  นางสาว  นุชนารถ          ศุภรกุล                   เลขที่  21

นางสาว  คมวรา             วุฒิโภค                   เลขที่ 39

 นางสาว  ปนัสยา            ฉายคุณรัฐ               เลขที่ 40

 

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ห้อง 14

 

โรงเรียนสตรีวิทยา 

edit @ 17 Jan 2009 19:57:25 by KonG

edit @ 17 Jan 2009 20:13:42 by KonG

edit @ 18 Jan 2009 19:58:35 by KonG

พัฒนาการของศิลปะไทย

posted on 13 Jan 2009 21:50 by nutcoco

พัฒนาการของศิลปะไทย

          ศิลปะเป็นผลงานจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่ต้องการแสดงออกถึงความรู้สึกของตนที่มีต่อสิ่งนั้นๆที่บันดาลใจให้เกิดความคิดที่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาการสร้างสรรค์ศิลปะใดๆจะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่ผลงานในแต่ละยุคแต่ละสมัยที่ปรากฏของแต่ละกลุ่มชนล้วนได้บันทึกสภาพของสังคมนั้นๆไว้สำหรับคนรุ่นหลังหรือคนในสังคมอื่นได้ศึกษาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นความเจริญความเสื่อม ความเชื่อ ค่านิยม ความสามารถ และสติปัญญาต่างถูกถ่ายทอดลงสู่  ผลงานศิลปะเหล่านั้นแล้วผ่านสู่การรับรู้ของผู้อื่น

          ศิลปะในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นศิลปะเกี่ยวกับศาสนาการแบ่งยุคสมัยทางศิลปะจะใช้รูปแบบลักษณะทางศิลปะที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นเกณฑ์ในการแบ่งดังนั้น การแบ่งยุคสมัยทางศิลปะไทยจึงมีความแตกต่างจากการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์โดยการแบ่งยุคสมัยทางศิลปะไม่สามารถแบ่งช่วงเวลาที่ชัดเจนลงไปได้เนื่องจากรูปแบบลักษณะทางศิลปะมีความเปลี่ยนแปลงสืบเนื่องกันทำให้ศิลปะแต่ละรูปแบบมีช่วงเวลาที่เหลื่อมกันและไม่สามารถระบุเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดยุคสมัยแบบระบุเจาะจงได้

           การแบ่งยุคสมัยทางศิลปะโดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ออกเป็น2ช่วงเวลา ได้แก่

- ศิลปะไทยก่อนพุทธศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นศิลปะในดินแดนประเทศไทยที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นในวัฒนธรรมอื่นๆ

- ศิลปะไทยหลังพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา คือศิลปะที่ถูกสร้างขึ้นในวัฒนธรรมไทย

เป็นของชนชาติมอญละว้า มีศูนย์กลางอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐมจังหวัดราชบุรี อำเภออู่ทอง  และกินพื้นที่ไปจนถึงภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบ จังหวัดบุรีรัมย์จังหวัดปราจีนบุรีเป็นศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทโดยได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียในสมัยคุปตะศิลปะสมัยหลังคุปตะและศิลปะปาละ-เสนะ ตามลำดับ

  

                 ตัวอย่างพระพุทธรูปสมัยทวารวดี  

 

 

 

ประติมากรรม

พระพุทธรูป

1.ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี แบ่งออกเป็น 3 ยุค คือมีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบอมราวดีอยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมีจีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก ถ้าเป็นพระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดีมีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 12

   ตัวอย่างประติมากรรมสมัยทวารวดี  

 

2. พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้นพระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระเกตุมาลา เป็นต่อมนูนใหญ่บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง ) ป้าน พระนลาฏ

(หน้าผาก)แคบพระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆแบบอมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ 13-15

 

เศียรพระพุทธรูปสมัยทวารวดี

 

 

3.พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร เนื่องจากเขมรเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้นในสมัยเมืองพระนครประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ศิลปกรรมแบบทวารวดี ในระยะนี้จึงมีอิทธิพลเขมร แบบบาปวนหรืออิทธิพลศิลปะเขมรในประเทศไทยที่เรียกว่าศิลปะลพบุรีปะปนเช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้นนอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้าซึ่งแสดงการสืบทอดแนวคิดทางศิลปะอินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้อิทธิพลศิลปะกรีก

 

ประติมากรรมกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่า

เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูอยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้น และตอนปลาย ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพและพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวารวดีที่ภาคใต้ของประเทศไทยมักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์ ลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบทวารวดีเลยจะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย ตัวอย่างเช่นพระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบมทุรา และอมราวดี(พุทธศตวรรษที่6-9) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ ด้วยพระหัตถ์ซ้ายด้านล่างผ้านุ่งและผ้าคาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโหสถจะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะอินเดียหลังคุปตะ (ปัลลวะ) ในราวพุทธศตวรรษที่ 12ส่วนเทวรูปรุ่นเก่าที่ศรีเทพจะมีอายุใกล้เคียงกันและที่ศรีเทพนอกเหนือจากที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกฤษณะและพระนารายณ์ด้วยลักษณะของเทวรูปกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับที่พบในเขมรเนื่องจากกล้าที่จะทำลอยตัวอย่างแท้จริงไม่ทำแผ่นหินมารับกับพระหัตถ์คู่บนแต่ยังไม่มีการนำเอากลุ่มเทวรูปนี้เข้าไปไว้ในศิลปะทวารวดีจึงเพียงมีแต่สมมุติฐานว่าเทวรูปกลุ่มนี้น่าจะเป็นทวารวดีที่เป็นพราหมณ์การเข้ามาของเทวรูปนี่มีข้อคิดเห็นแตกไปเป็น 2 ทางคือ เป็นศิลปะอินเดียที่นำเข้าที่พร้อมกับการติดต่อค้าขาย หรือเป็นศิลปะแบบอินเดียที่ทำขึ้นในท้องถิ่นและมีการพัฒนาการภายใต้อิทธิพลศิลปะพื้นเมืองแบบทวารวดีและศรีวิชัย

 

 

สถาปัตยกรรม

สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน เช่นวัดพระเมรุและเจดีย์จุลปะโทน จังหวัดนครปฐม บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง เช่นก่อสร้างบริเวณฐานสถูปการก่อสร้างเจดีย์ในสมัยทวารวดีที่พบทั้งเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน

ผลงานทางศิลปะที่สำคัญ เช่น

ภาพปูนปั้นสตรีเล่นดนตรี พบที่คูบัว อำเภอเมืองฯจังหวัดราชบุรี

                                          

ภาพปูนปั้นสตรีเล่นดนตรี                          เจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม

 

ธรรมจักรหินขนาดใหญ่ พบที่จังหวัดนครปฐม

 

ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย หลังจากความเสื่อมของศิลปะทวารวดีในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 แล้วศิลปะลพบุรีซึ่งได้อิทธิพลจากศิลปะเขมรก็ได้เจริญขึ้นมาแทนที่ 

edit @ 18 Jan 2009 14:55:46 by KonG